
สำหรับประเทศไทยก็ใช่ว่าจะสามารถลอยตัวอยู่เหนือวิกฤตปัญหาโลกร้อนไปได้ โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยว ประเทศไทยเป็นตัวอย่างของประเทศที่มีชายฝั่งทะเลที่มีความยาวราว ๒,๔๙๐ กิโลเมตร และเป็นแหล่งที่มีความสำคัญอย่างมากต่อเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการประมง การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และความไม่แน่นอนของฤดูกาลที่ส่งผลกระทบต่อการทำเกษตรกรรม มีการคาดการณ์ว่า หากระดับน้ำทะเลสูงขึ้นอีก อย่างน้อย ๑ เมตรภายในทศวรรษหน้า หาดทรายและพื้นที่ชายฝั่งในประเทศไทยจะลดน้อยลง สถานที่ ตากอากาศชายทะเลรวมถึงอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ เช่น พัทยา และระยอง จะได้ รับผลกระทบโดยตรง แม้แต่กรุงเทพมหานครก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงจากผลกระทบของระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นนี้เช่นกัน

เมื่อสถานการณ์โลกร้อนรุนแรงขึ้นวิธีการแก้ไขปัญหาที่ดีที่สุด คือ การชะลอการเกิดปรากฏการณ์ดังกล่าว โดยถือเป็นนิมิตหมายที่ดีที่ผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทยเริ่มขานรับในเรื่องนี้มากขึ้น ดังจะเห็นได้จากการจัดประชุมเชิงวิชาการขอสหพันธ์สมาคมท่องเที่ยวไทยหรือเฟสต้าเมื่อไม่นานมานี้ เพื่อสร้างความเข้าใจและให้ภาคธุรกิจมีส่วนร่วมในการลดผลกระทบที่เกิดข้น ไม่ว่าจะเป็นความร่วมมือประหยัดน้ำ ไฟฟ้า และจัดการบำบัดน้ำเสียเพื่อนำมาใช้ใหม่ เช่น การรดน้ำต้นไม้ ใช้ในชักโครก
นอกจากนี้ยังได้เสนอแนวทางสร้างความประทับใจให้กับลูกค้าที่เข้าพักด้วยการปลูกจิตสำนึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติโดยให้ช่วยปลูกต้นไม้ แต่หากนักท่องเที่ยวไม่มีเวลาที่จะไปปลูกก็เพียงให้ลงชื่อว่ามอบต้นกล้าเหล่านั้นให้กับโรงเรียนหรือหน่วยงานใดไปปลูกแทน รวมไปถึงพยายามลดการใช้พลังงาน การพยายามลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์โดยการปลูกต้นไม้ให้มากขึ้น ลดการก่อสร้างโรงแรม, รีสอร์ท ใกล้บริเวณชายหาดเกินไป เป็นต้น
อ้างอิง
รูปภาพ จาก :
http://learners.in.th/file/wipadao/k.jpg
http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/162/40162/images/cYq0Q1432752-02.jpg
ข้อมูล จาก :
http://74.125.153.132/search?q=cache:BmNLhtmcoKoJ:watchangkham.igetweb.com/index.php
http://www.ryt9.com/s/prg/11396
http://74.125.153.132/search?q=cache:kFduffHFjfgJ:www.thaienv.com/content/view/60/39/
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น